Room 7031

"Design is thinking made visual" - Saul Bass

My Photo
Name: Mr.big
Location: Bangkok, Thailand

Friday, October 07, 2005

ไปงานมหกรรมหนังสือครั้งที่ 10

วันนี้ ชวนไอ้เบียร์ไปงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 10 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-16 ตุลาคม 2548 เราสองคนไปถึงงานราวๆ เที่ยงเห็นจะได้ คนเยอะเหมือนทุกๆ ปี

ปีนี้ผมสอยหนังสือมาน้อยมาก เพราะหนังสือจากงานครั้งก่อนยังเคลียร์ไม่หมด แถมนิตยสารรายเดือนอีกหลายเล่ม ทั้งที่เป็นขาประจำและขาจรยังวางอยู่เป็นกองๆ เห็นแล้วกลุ้มใจตัวเองยิ่งนัก คงจะต้องบริหารอารมณ์(อ่าน) บริหารเวลาให้มันคลิ๊กกันมากกว่านี้ แต่ไม่รู้จะทำได้รึเปล่า (แล้วจะพูดไปทำไม?)

ผมควักตังค์ให้บู๊ตของ a day เป็นที่แรก ชอบ design หนังสือในเครือ a book ดูสวยเรียบร่วมสมัยดี ส่วนใหญ่จะเน้นภาพวาด (illustration) ที่ชอบที่สุดคือ “นั่งฝั่งตะวันตื่น ยืนฝั่งตะวันตก” ของ ทรงกลด บางยี่ขัน บ.ก. a day คนปัจจุบัน เคยอ่านตอนลงเป็นคอลัมน์ใน a day weekly ชอบมุมมอง อารมณ์ละเมียดละไมของทรงกลด ปกและภาพประกอบสไตล์จีนข้างใน ดูสวยลงตัวเข้ากับชื่อและเนื้อหาดี

เยื้องบู๊ต a day ไปหน่อย เป็นของนิตยสาร Art Record ผมเคยเห็นแต่ไม่เคยซื้อ เพราะเนื้อหาจะเป็นแนวศิลปะบริสุทธิ์ (fine art) อย่างจิตรกรรม ปะติมากรรม ไม่ใช่แนวผมเสียเท่าไร แต่ก็อุดหนุนมาสองเล่ม

เล่มแรกเป็น Art Record ฉบับพิเศษ “109 ปี ชีวิตและจิตวิญญาณ ศิลป์ พีระศรี” ภาพถ่ายขาวดำภายในเล่ม บวกกับผลงานจำนวนมากของ ศ.ศิลป์ พีระศรี ช่วยร้อยเรียงบอกเล่าเรื่องราวและกาลเวลาได้เป็นอย่างดี ดูแล้วน่าเกรงขามยิ่งใหญ่ แต่ก็สวยงามนุ่มนวล จัดวางหน้าได้ละเอียดประณีต ให้ความรู้สึกเหมือนนิตยสารสารคดีฉบับพิเศษ ฉบับอาจารย์ป๋วยและอาจารย์ปรีดี เป็นหนังสือประเภทที่ต้องค่อยๆ พลิกอ่านอย่างถ่อมตน

อีกเล่มคือ “100 เรื่อง {อันเนื่องมาจากความคิดถึง} ควาย” เป็นหนังสือภาพควายๆ ประกอบ 100เรื่องน่ารู้ของควาย รูปเล่มเล็กกะทัดรัดขนาดโปสการ์ด ปกพิมพ์ด้วยกระดาษรีไซเคิล ข้างในพิมพ์ 4 สี ที่ชอบมากคือไอเดียในการหมุน } หรือเครื่องหมายปีกกา มาทำเป็นเขาควาย หลักแหลมมาก

ไปต่อที่บู๊ตคุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนอันดับหนึ่งในดวงใจผม มีออกใหม่มา 2 เล่ม - “จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย” กับ “รอยเท้าเล็กๆ ของเราเอง” เล่มแรกเป็นภาคต่อของนิยายวิทยาศาสตร์ “เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว” คุณวินทร์เลยมีการเปลี่ยนปกให้เข้าชุดกัน กระทั่งชื่อเรื่องก็คล้องจองไพเราะ สวยงามมาก ส่วนอีกเล่มรวมมาจาก “หนอนในตะกร้า” บทความให้แง่คิดและกำลังใจจากเว็บไซต์ของแก ผลงานผ่านหัวสมองของคุณวินทร์ ผมไม่เคยพลาด

ผ่านไปบู๊ตสารคดี เลยข้ามไปยังบู๊ตมติชน ผมชอบการออกแบบของหนังสือในเครือมติชน โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรม หนังสือทุกเล่มมีความเป็นไทยสูงแต่ก็ดูไม่คร่ำครึ ทั้งน่าอ่านและน่าเก็บสะสม ตอนนี้มติชนเอาหนังสือของเสนีย์ เสาวพงศ์ มาจัดพิมพ์ใหม่ ทำเป็นปกแข็งเย็บกี่ ออกแบบปกสวยงามยิ่ง โอ้ ล่อตาล่อเงินในกระเป๋าเสียจริงๆ

ก่อนกลับ ไปสอยหนังสือเกี่ยวกับ graphic design มา 3-4 เล่ม รู้สึกควายมาก มางานหนังสือตั้งหลายที เคยเห็นบู๊ตที่ขายหนังสือแนว art และ design อยู่บู๊ตหนึ่ง มีหนังสือเยอะและหลากหลายมาก แต่ไม่เคยสนใจเข้าไปดูจริงๆ จังๆ เพราะมักจะไปซื้อที่ Asia books กับบู๊ตอื่นๆ ที่ขายหนังสือต่างประเทศจนเงินหมดก่อนทุกที คราวหน้าไม่พลาดแน่ ชื่อบู๊ต Page One

Thursday, October 06, 2005

เติมแรงบันดาลใจ

ขาดแรงบันดาลใจในการสร้างงาน?

- ติดสมุดโน้ต หรือกล้องไว้กับตัวเสมอ
- หาอะไรใหม่ๆ ทำ
- สร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับกิจวัตรที่จำเจ
- เดินเล่นทอดอารมณ์
- ออกไปเที่ยวนอกบ้าน
- ขับรถเล่น
- พักเมื่อล้า
- เล่นกับเด็ก
- คุยกับคนให้หลากหลาย
- ดูหนัง, ฟังเพลง, ชมคอนเสิร์ต/ นิทรรศการ/พิพิธภัณฑ์, หรือเข้าฟังสัมมนา
- อ่านหนังสือ, นิตยสาร, วารสารทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเรื่อง Design
- ศึกษาเรื่องอื่นๆ ที่ตัวเองสนใจ นอกจากเรื่อง Design
- พูดคุยกับ Designer คนอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ
- หมั่นมองหาสะสมสิ่งของ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง
- ใช้เวลากับเรื่อง Design ให้มากที่สุด

แปลและเรียบเรียงจาก Layout Workbook หน้า 22 โดย Kristin Cullen สำนักพิมพ์ Rockport

Wednesday, October 05, 2005

About Magazine

เมื่อคืนนี้ มีเรียนงานออกแบบสิ่งพิมพ์ (Publication Design) เป็นวิชาที่ผมครั่นเนื้อครั่นตัวอยากเรียนยิ่งนัก และถือเป็นวิชาที่หินมากๆ วิชาหนึ่ง เพราะนอกจากต้องใช้ความรู้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสี, องค์ประกอบ, ตัวอักษร, ภาพถ่าย ยังต้องมี concept และ idea ที่ดีและโดนอีกด้วย

อาจารย์เริ่มด้วยการโชว์ไฟล์ภาพจากนิตยสารฝรั่งเจ๋งๆ บางเล่มมาให้ดูเป็นตัวอย่าง บอกจุดแข็งของแต่ละเล่ม เล่มแรกที่แกยกขึ้นมาพูดคือ i-D เล่มนี้ผมรู้ปูมหลังมาก่อนจากการอ่าน a day story ของพี่โหน่ง วงศ์ทนง เพราะ a day จุติมาบนแผ่นดินขวานทองได้ ก็เพราะแรงบันดาลใจที่พี่โหน่งได้จากหนุ่มชาวอังกฤษผู้ให้กำเนิดนิตยสาร i-D

จุดเริ่มต้นของ i-D นั้นน่าสนใจและเข้าท่า มันเกิดจากฝีมือของเจ้าหนุ่มคนหนึ่งซึ่งรักงานนิตยสารมาก หมอเลยทำนิตยสารแจกฟรีให้คนที่อยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกันอ่าน แต่ทำไปได้แค่ 4-5 ฉบับ ตังค์ก็หมด แต่ความอยากยังไม่หมด หมอเลยปิ๊งไอเดียว่า ถ้าใครอยากอ่านนิตยสารต่อ ก็เอาเงินมาลงขันให้หน่อย

นับแต่นั้น i-D ก็ฉูดฉาดจัดจ้านขึ้นเรื่อยๆ (ตามงบฯ) สามารถเดินหยีตาข้างหนึ่งยิ้มออกจากอพาร์ตเมนต์แห่งนั้น มาให้ชาวโลกยลโฉมตามแผงนิตยสารอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

นิตยสารหัวนอกเล่มอื่นๆ ที่อาจารย์ให้ดู บางเล่มลงหลุมไปอย่างรวดเร็ว อย่าง Blah Blah Blah เป็นนิตยสารอังกฤษ (รู้สึกจะเกี่ยวกับดนตรี) มีการจัดหน้าที่หวือหวา เน้นความสวยงามมากกว่าอ่านได้หรือไม่ มีสไตล์ Deconstructive เช่นเดียวกับนิตยสาร Raygun งานสร้างชื่อของ David Carson ยอดกราฟิกดีไซเนอร์แห่งยุค 90

ออกมาได้แค่ 6 เล่มก็เจ๊ง เป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่า งานที่ให้น้ำหนักแต่เรื่องรูปแบบ (form) มากกว่าสาระ (content) มักยืนอยู่ไม่ได้นาน เพราะยังไงคนส่วนใหญ่ก็ซื้อนิตยสารเพื่ออ่านเนื้อหาข้างในมากกว่าดูรูป หรือสนใจ layout ที่จัดจ้าน

แต่ก็น่าเสียดาย เพราะนิตยสารแบบนี้ถือเป็นเชื้อฟืนจุดไฟสร้างสรรค์ที่ดีสำหรับนักออกแบบกราฟิก มันทำให้เราตื่นตัวที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ ไม่ให้เราติดอยู่ในกรอบของระบบ grid* อยู่ตลอด ทั้งยังช่วยฝึกสายตา ลับสัญชาตญาณเวลาจัดวาง layout อย่างมาก ส่วนคนที่ชอบซื้องานที่ออกแบบสวยๆ ก็หมดตัวเลือกลงไปเรื่อยๆ

อยากให้นิตยสารไทยมี design จัดๆ อย่างนี้สักเล่มจัง คนทำคงต้องมีเงินถุงเงินถังถึงจะทำได้


*ระบบ grid คือ โครงข่ายเส้นตรงแนวตั้งและแนวนอน ที่เกิดจากการลากเพื่อระบุตำแหน่งที่จะวางรูปภาพ, ตัวอักษร, ข้อความ และองค์ประกอบอื่นๆ บนหน้ากระดาษให้แม่นยำสวยงาม พื้นๆ จะมีอยู่ 4 แบบ ได้แก่ Manuscript Grid (มีคอลัมน์เดียว เช่น pocket book), Column Grid (ตั้งแต่ 2 คอลัมน์ขึ้นไป เช่น นิตยสาร), Modular Grid (เหมือนตาราง มีหลายแถวหลายคอลัมน์ เช่น หนังสือพิมพ์) และ Hierarchical Grid (จัดวางตามสัญชาตญาณ ขึ้นอยู่กับสัดส่วน, รูปทรง, และความดึงดูดขององค์ประกอบแต่ละชิ้น เช่น web pages)

Monday, September 26, 2005

จะเล็กกันไปถึงไหน?


หลังๆ มานี้ เวลาผมเห็นคนที่มี iPod ผมเพิ่งรู้สึกว่า รูหูสองข้างของผมห่างหายจากการถูกยัดด้วยพลาสติกทรงกลมมานานหลายปีทีเดียว มันจรจากไปนับตั้งแต่ครอบครัวผมปลูกบ้านใหม่ มีพื้นที่ใช้สอยแบบใหม่ สมัยก่อนห้องผมไม่มีบริเวณกว้าง พ่อแม่ลูกนอนรวมกันห้องเดียว เราต่างคนต่างไม่มี “พื้นที่ส่วนตัว” เป็นของตัวเองกัน แต่สุดท้าย ผมก็หามันได้โดยไม่ต้องมองไปไกลนัก

โต๊ะทำงานตัวเก่าผมกว้างขวางพอให้ผมวางสเตอริโอไว้ตรงหน้าได้เครื่องหนึ่ง จำได้แม่นว่าไม่มีคืนไหนที่ผมไม่ทำการบ้านพร้อมฟังเพลงผ่านหูเสียบจากสเตอริโอ

สมัยเด็กๆ การมีหูฟังเสียบที่หูถือเป็น trademark ของผมก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะออกเดินทางใกล้หรือไกล ผมแทบไม่เคยลืมที่จะพกเทปสุดโปรด พก walkman ติดตัวไปด้วย และเมื่อรสนิยมดีขึ้น(มั้ง) ผมก็เพิกเฉยการฟังเทปจากเจ้า walkman หันมาฟังซีดีจากเครื่องเล่นซีดีแทน ตอนนั้นรู้สึกตัวเองไฮโซมาก

และถึงแม้อะไรๆ จะเปลี่ยนไป หูผมก็ไม่เคยห่างเหินจากเจ้าหูฟัง เราตัวติดกันเหมือนแม่เหล็กติดตู้เย็น แต่หลังจากที่ผมมีห้องใหม่ ขับรถเป็น มีรถเป็นของตัวเอง โลกเสียงเพลงที่เคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ขนาดรูหู ก็ถูกขยับขยายใหญ่ขึ้นเป็นพื้นที่ของห้องและตัวรถแทน นับแต่นั้น นอกจากไม้แคะหู หูผมก็ไม่ค่อยจะโดนเสียบอีกเลย

แม้แต่ของเล่นล้ำๆ อย่าง iPod ที่เค้านิยมกันในตอนนี้

ของทุกอย่างบนโลกใบนี้เปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี วิถีชีวิต ค่านิยม และรสนิยมของคนเรา อย่างเจ้า iPod Nano ของเล่นชิ้นใหม่ล่าสุดของคนยุคนี้ก็เช่นกัน มันสะท้อนทั้งความล้ำหน้าของโลกดิจิตอลและรูปแบบชีวิตของคนในปัจจุบัน ได้มากกว่าขนาดของมันเองเสียอีก

รูปแบบของสังคมเมืองที่คนอยู่คอนโดฯ กันมากขึ้น พื้นที่ใช้สอยห้องหับมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้สินค้าต่างๆ ถูกออกแบบมาให้เล็กบางกะทัดรัดเพื่อตอบสนองรูปแบบชีวิตดังกล่าว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจัยหนึ่งที่คนยุคนี้ให้ความสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจซื้อสินค้าก็คือ ขนาดและน้ำหนัก ไม่ใช่เพราะมันพกพาสะดวก ประหยัดพื้นที่แต่เพียงอย่างเดียว มันยังเป็นผลลัพธ์ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่แฝงนัยผ่านความเล็กบางของมันมาด้วย ซึ่งความไฮเทคถือเป็นจุดขายของสินค้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ยิ่งเมื่อบวกรวมเอาปัจจัยอื่นๆ อย่างความเป็นปัจเจกที่เพิ่มขึ้นของสังคมเมือง, คนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนกันมากขึ้น, คนใส่ใจในดีไซน์ของสินค้ามากขึ้น, คนให้คุณค่ากับเปลือกมากขึ้น เหล่านี้มันสะท้อนได้ชัดว่า iPod (Nano) เป็นสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนยุคนี้ได้ดีขนาดไหน

ความสำเร็จของ iPod Nano รับรองว่าจะทำให้เราได้ยินคำว่า Nano ตามหลังสินค้าเล็กจิ๋วต่อจากนี้อีกเป็นกระพรวนจนอาจจะเอียน อ่านบาง blog มีฝรั่งบางคนเริ่มเบื่อหน่ายคำว่า “nano” แล้ว เพราะมันถูกหยิบเอามาใช้สร้างภาพลักษณ์ (perception) ความไฮเทคของสินค้าจนเฝือ ทั้งๆ ที่ตัว nanotechnology เองยังจัดอยู่ในระยะตั้งไข่ บางคนอาจซื้อไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "nano" แปลว่าอะไร? หรือ nanotechology คืออะไร?

คำว่า "nano" มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่าหนึ่งในพันล้านส่วน (10 ยกกำลังลบ 9) หรือขนาดระดับโมเลกุล ตัว Nanotechonology ก็คือเทคโนโลยีที่พยายามจะทำให้โครงสร้างระดับนาโนเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์/วัสดุที่มีประโยชน์ใช้สอยได้ ซึ่งตอนนี้ถือเป็นอนาคตของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

สินค้านาโนที่ผมเคยเห็นก็มี เสื้อผ้าที่ป้องกันน้ำซึม สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ถ้าน้ำไม่ซึม เวลาเหงื่อออกคงจะรำคาญตัวน่าดู แล้วมันไม่ซับกลิ่นด้วยรึเปล่า เพราะถ้ามันซับ แล้วเราจะซักผ้าได้ยังไงในเมื่อมันกันน้ำ

เห็น iPod Nano ดังเปรี้ยงปร้างยังนี้ ผมนึกสงสัยเหมือนกันว่า ไอ้จุดขายเรื่องความเล็กนิมันจะอยู่อีกนานสักแค่ไหน เพราะถ้าคนเราอยากจะบ้าขนาดเล็กๆ เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายเราก็คงจะบ้า “ความไม่มีตัวตน” หรือ “มองไม่เห็น” เป็นแน่

iPod ก็อาจจะมีชื่อว่า invisible iPod หรือไม่ก็ no iPod ซึ่งก็น่าจะดีเหมือนกัน

ต่อไปการมองไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มีของ อาจมีก็ได้ และถึงแม้ว่าไม่มี ถ้าปากบอกว่ามี ใครจะรู้ว่าเราไม่มี

Wednesday, September 21, 2005

Lonely Society


หัวค่ำของเมื่อวาน ระหว่างขะมักเขม้นทำงานหน้าคอม เจ้าสาเพื่อนผมแวะเข้ามาทักทาย ถามว่าเห็นอะไรแปลกๆ บนชื่อ msn มันรึเปล่า จึงเข้าใจว่ามันคงพูดถึงสถานะ “charging ipod” ที่ตามหลังชื่อมันอยู่ สาบอกว่าเพิ่งไปโหลด option ใหม่นี้มา ทำให้คนอื่นรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เหมือนกับที่เวลาเราเปิดเพลงฟังใน msn แล้วมันจะขึ้นชื่อเพลงให้คนอื่นเห็นนั่นแหละ

พอคุยกันถึงตรงนี้ ผมก็พูดให้สาฟังถึงข้อสังเกตที่ผมรู้สึกมานานว่า ของตกแต่งสำหรับชุมชนโลกเสมือนนี้ นับวันยิ่งสนับสนุนให้คนเราเปิดเผยกันมากขึ้น มากจนน่าถามตัวเราเองว่า เราอยากจะเปิดเผยให้ชาวบ้านชาวช่องเค้ารู้ว่าเราคิดอะไร เราเป็นยังไง หรือกำลังทำอะไรอยู่กันนักกันหนา

เอาที่ใกล้ๆ ตัวอย่าง msn เริ่มแรกเท่าที่จำได้ จะมีแค่ให้ใส่รูป ตอนหลังก็มี personal message เพิ่มเข้ามาให้เราเขียนอะไรก็ได้ลงไป และ option “Turn on what I’m listening to” ที่ทำให้คนอื่นเห็นว่าเรากำลังฟังเพลงอะไรอยู่

ล่าสุด ซึ่งก็ผ่านมานานแล้วเหมือนกัน msn ก็เปิดพื้นที่เวบให้เขียน blog สามารถโพสรูป ตกแต่งหน้าตา blog ของตัวเองได้อย่างเมามันส์ ดูเหมือนว่าพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง ด้านขวามือของหน้าจอเรา จะเพิ่มพื้นที่ให้เราประกาศตัวตน ยกพื้นที่ส่วนตัวจากโลกจริงเข้ามาสู่โลกเสมือนได้มากขึ้นทุกวี่ทุกวัน

ยิ่งพอนับจุดแข็งของอินเตอร์เน็ท ที่ความคิดของผู้คนสามารถแสดงออกได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องพะวังเกรงกลัวต่ออำนาจและความไม่ชอบธรรมของโลกจริงแล้ว เช่นนี้ในบางแง่มุม ชุมชนโลกเสมือนจึงเป็นโลกที่น่าพิสมัยกว่าโลกจริงอยู่มาก

สังคม blog หรือสังคมอื่นๆ ที่รองรับการแสดงออกของผู้คน ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับเรื่องที่ว่ามา

มันสะท้อนปัญหาสังคมได้หลายเรื่อง เช่นว่า ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่เข้าครอบครองพื้นที่ในการออกสิทธิออกเสียงของเราจนหมดทุกตารางนิ้วแล้ว และอิทธิพลของพวกเค้าก็ขยับขยายกิจการจนใครๆ ต่างหวาดกลัว เราจึงต้องหาพื้นที่ปลอดภัยที่จะปกปิดโฉมจริง ให้เรากล้าคิดกล้าพูดได้อย่างสบายใจ ส่วนจะกล้าทำหรือไม่ อันนี้ขึ้นอยู่กับ “ขนาดของหัวใจ” ของแต่ละคนอย่างแท้จริง

ปัญหาอีกเรื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผมพูดคุยกับสาเมื่อคืนวาน นั่นก็คือ ความเหงา

ผมว่าคนเราเหงา ว้าเหว่ และเดียวดายกันมากขึ้น เราถึงต้องหาที่ระบายและแสดงออกถึงความมีอยู่ของเราให้คนอื่นรับทราบ เหมือนที่หลักจิตวิทยาว่าไว้ ความต้องการอย่างหนึ่งของคนเราคือการเป็นที่ยอมรับจากคนอื่น เราทุกคนอยากเป็น somebody คือมีตัวตนให้คนอื่นรับรู้ และไม่มีใครอยากเป็น nobody ที่ไม่มีใครเหลียวแลมองข้ามผ่านไป สังคมมนุษย์จึงไม่เคยหยุดที่จะสร้างสถานที่ใหม่ๆ เพื่อให้เรารักษาระดับปริมาณการแสดงออกของเราให้พอดี ไม่ให้ทำตัวเป็นปัญหาต่อคนอื่น

เพราะไม่ว่าจะน้อยไปอย่างเก็บตัว หรือมากไปอย่างพวกชอบโชว์ ก็ไม่ดีทั้งนั้น ความเหงาอาศัยอยู่ในจิตใจคนเราทุกคน และเราต้องหาวิธีจัดการมันให้ดี

มองอย่างเข้าใจถึง options ที่เพิ่มเข้ามาใน msn มันก็คือการสนองความต้องการของคนเราที่เหงากันมากขึ้น ช่วยให้เรามีทางเลือกในการจัดการความเหงาได้หลากหลายขึ้นนั่นเอง

ตราบใดที่คนเราใช้มันอย่างถูกต้องและบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช้มันเพื่อก่อความเดือนร้อนให้แก่คนอื่น ผมว่าทางเลือกที่ให้เราแสดงออกได้มากขึ้นเช่นนี้ ไม่จัดเป็นปัญหา แต่เป็นรูปแบบการบำบัดเยียวยาตัวเองที่ดี และมีประสิทธิภาพแบบหนึ่งทีเดียว

ป.ล. AOL มีบทสำรวจว่า “คนส่วนใหญ่ใช้ blog เพื่อบำบัดตัวเอง” ใครสนใจลองอ่านดู

Monday, September 19, 2005

lovely way to say "I love you"


ถ้าโอกาส จังหวะ และสถานที่เป็นใจ อยากบอกรักใครสักคนแบบนี้จัง.....

เมื่อคืนได้ดู Love actually เป็นครั้งแรก ไม่ได้ประทับใจอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นหนังที่น่ารักดีเรื่องหนึ่ง ดูไปก็อมยิ้มไป ทำให้บ้าฟังเพลง Love is all around ของ Wet Wet Wet ขึ้นมาในบัดดล

Sunday, September 18, 2005

กิ๊กก๊อกยังเวิร์ค

เพิ่งกลับจากทำธุระที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้ามา เจ้าพระคุณ! ติดอยู่ระหว่างทางเลี้ยวขาออกเกินชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้ สาเหตุก็มีอยู่ว่าเซ็นปิ่นเพิ่งทำป้อมเก็บบัตรจอดรถใหม่ แต่ก่อนบัตรจะเป็นกระดาษสี โดยสีของบัตรจะเปลี่ยนไปตามวัน แล้วให้จอดฟรีไม่มีจำกัดชั่วโมง เวลาออกก็แค่ยื่นบัตรให้ยามที่ป้อม ไม่ต้องเสียเวลารอเก็บตังค์ ถูกใจนู๋(โข่ง)บิ๊กมากๆ

แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นบัตรแข็งไฮโซใส่ซองพลาสติกเหมือนห้างทั่วๆ ไป ขาเข้าเอาบัตรสแกนหน้าคอมเพื่อระบุเวลาเข้า ขาออกก็เช่นเดียวกัน นี่แหละที่ทำให้เสียเวลา ถึงแม้ว่าห้างจะยังไม่เรียกเก็บตังค์จริง เพราะตอนนี้จอดฟรีได้แค่ 2 ชั่วโมงแล้ว แต่เพราะไอ้ไม้กั้นของป้อมใหม่ต้องผ่านการสแกนบัตรก่อนถึงจะยกได้ ทำให้เสียเวลาเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งช้าก็ยิ่งทำให้รถมาออกันตรงช่องทางลงกันใหญ่

ติดฉิบหายวายป่วงครับ...

เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่า ของไฮเทคไม่ได้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเสมอไป

พูดแล้ว นึกถึงสินค้าบางตัวที่ไม่เวิร์คกับความไฮเทค เช่น แปรงสีฟันไฟฟ้า เคยใช้หนหนึ่งตอนยังเอ๊าะๆนอกจากไม่ช่วยให้สะอาดขึ้นแล้ว ยังทำให้การสีฟันช้าเป็นเต่า ช่างไม่เหมาะสมกับคุณสมบัติไฮเทคเอาเสียเลย หรืออย่างเครื่องล้างจาน ถ้ามันเร็วขึ้นสะอาดขึ้นจริง ป่านนี้อาชีพเด็กล้างจานคงสูญพันธุ์ และคงเห็นภาพของคนอาชีพนี้ในพิพิธภัณฑ์ หรือบรรจุในสารานุกรม

แม้แต่เครื่องซักผ้า หรือไม้ถูพื้นเวอร์ชั่นหัวบิดรีดน้ำที่นิยมในปัจจุบัน ผมว่ามันก็ไม่ได้ดีกว่าใช้มือจัดการขัดถูบิดเองเสียเท่าไร ถ้าเราพูดกันในเรื่องของความสะอาด แต่ก็ยอมรับว่าเร็วสบายขึ้นจริง

บางครั้ง ความไฮเทคก็ไม่ค่อยเวิร์คกับงานทำความสะอาดเท่าไร เพราะจริงๆ เราไม่ห่วงเรื่องช้าเร็วมาก แต่ห่วงว่ามันจะสะอาดมั้ยมากกว่า อย่างบางทีมีคราบฝังลึก เราก็ต้องเน้นขัดสีเฉพาะจุด ซึ่งเครื่องจักรไม่มีตาหรือมือมาเห็นมาเน้นตรงจุดนั้นได้เท่ามนุษย์เรา ยกเว้นอุปกรณ์บางอย่างเช่น เครื่องดูดฝุ่น เครื่องขัดพื้น ที่เรายังเห็นยังใช้มันเป็นแค่ตัวช่วย ไม่ได้ให้มันทำงานแทนเราทั้งหมด

เขียนมาถึงตรงนี้ รู้สึกตัวเองขลุกอยู่กับห้องสี่เหลี่ยมๆ มากไปหน่อยแล้วช่วงนี้ วันๆ บ่นแต่เรื่องข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน หนังสือ, นิตยสาร, ไม้ถูพื้น?!

อีกอาทิตย์เดียว ผมก็จะได้ลันล้าแล้ว มีแผนออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกตรึม ที่แน่ๆ คืองานมหกรรมหนังสือวันที่ 6-16 ตุลานี้ ไม่พลาดแน่นอนด้วยประการทั้งปวง

แต่เอ๋... หนังสือมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต่างจากเดิมเลยนิหวา

เฮ้อ ชีวิตฉัน...